บทที่ 8 ตอนที่ 7: พรางชีพจรซ่อนชะตา

ตอนที่ 7: พรางชีพจรซ่อนชะตา

แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า ยามเฉิน (07.00 - 08.59 น.) เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับอากาศที่หนาวเย็นยะเยือกของฤดูเหมันต์

ภายในศาลเจ้าร้าง มู่หรงหนิงอันใช้เศษกระจกทองเหลืองบานเล็กที่พกติดตัวมา ตรวจสอบผลงานการแปลงโฉมของตนเองเป็นครั้งสุดท้าย สตรีผิวขาวผ่องดุจหิมะ บัดนี้กลายเป็นเด็กหนุ่มผิวสีแทนหยาบกร้าน คิ้วที่เคยโก่งดั่งคันศรถูกวาดให้หนาและตกลงเล็กน้อย ริมฝีปากที่เคยแดงระเรื่อถูกแต้มด้วยผงยาสีซีด ก้อนขี้ผึ้งพิเศษถูกปั้นเสริมบริเวณสันจมูกและแนวกราม ทำให้โครงหน้าดูแข็งกระด้างขึ้น

ลำคอระหงถูกพันด้วยผ้าพันคอผืนหนาเพื่อปิดบังลูกกระเดือกที่ไม่มีอยู่จริง ส่วนทรวดทรงที่เริ่มมีน้ำมีนวลจากการตั้งครรภ์ ก็ถูกรัดรึงด้วยผ้าฝ้ายหลายชั้นและสวมทับด้วยเสื้อคลุมตัวใหญ่ที่เสริมฟองน้ำช่วงไหล่ให้ดูผายออก

"แม้แต่ข้าที่เป็นคนดูท่านทำตั้งแต่ต้น ยังแทบไม่เชื่อสายตาเลยเจ้าค่ะคุณหนู... เอ่อ คุณชาย" ชุยจู๋ในคราบเด็กรับใช้ชายหน้าตามอมแมมเอ่ยด้วยน้ำเสียงทึ่งจัด

อู๋หมิงเดินกลับเข้ามาในศาลเจ้า หลังจากออกไปดูลาดเลาด้านนอก เขายืนชะงักไปชั่วครู่เมื่อเห็น 'เด็กหนุ่ม' ร่างผอมบางสองคนยืนอยู่ตรงหน้า หากไม่ใช่นัยน์ตาสีดำขลับที่ยังคงความเด็ดเดี่ยวและเยือกเย็นดุจบ่อน้ำลึก เขาก็คงจำมู่หรงหนิงอันไม่ได้เช่นกัน

"วิชาแปลงโฉมของเจ้ายอดเยี่ยมจนน่ากลัว หากเจ้าไปเป็นสายลับให้หอปรโลก คงล้วงความลับจากราชสำนักได้ไม่ยาก" อู๋หมิงเอ่ยชมจากใจจริง

"ขอบใจที่ชม แต่ข้าขอเป็นเพียงหมอที่ยังมีชีวิตรอดดีกว่า" หนิงอันหยิบเข็มเงินขนาดเล็กที่สุดออกมาสามเล่ม นางสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะฝังเข็มลงบนจุดชีพจรลับบริเวณข้อมือ ข้อพับ และใต้ไหปลาร้าของตนเองอย่างรวดเร็วและแม่นยำ

ความเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นปราดไปทั่วแขน ตามมาด้วยความรู้สึกชาหนึบ หนิงอันกัดฟันกลืนยาลูกกลอนสีดำสนิทลงคอ ฤทธิ์ยาผสมผสานกับการสกัดจุด ทำให้ชีพจรที่เคยเต้นเป็นจังหวะลื่นไหลของสตรีมีครรภ์ เริ่มเต้นผิดจังหวะ อ่อนแรง และแผ่วเบาราวกับคนป่วยหนักที่ลมปราณแตกซ่าน

"อึก..." หนิงอันทรุดตัวลงคุกเข่า เหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผากที่ถูกทาสีจนคล้ำ

"หนิงอัน!" อู๋หมิงถลาเข้ามารั้งไหล่นางไว้โดยไม่รู้ตัว "เจ้าฝืนตัวเองเกินไปแล้ว อาการเช่นนี้ หากเป็นนานเกินหนึ่งชั่วยาม เส้นลมปราณเจ้าจะเสียหายถาวร!"

"ข้าทนได้..." นางหอบหายใจ ฝืนยิ้มบางๆ "ยับยั้งชีพจรไว้เพียงหนึ่งก้านธูปตอนผ่านด่านตรวจก็พอแล้ว ท่านพี่... พวกเราไปกันเถิด"

สรรพนามที่เปลี่ยนไป ทำให้อู๋หมิงรู้ว่า บัดนี้การแสดงละครฉากใหญ่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เขาพยักหน้า ประคอง 'น้องชาย' ที่ป่วยหนักให้ลุกขึ้นยืน

เมื่อเดินออกจากป่าทึบไปถึงจุดนัดพบ ลูกน้องหอปรโลกในคราบพ่อค้ากองคาราวานก็รออยู่ก่อนแล้ว อู๋หมิงเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดพ่อค้าผ้าไหมผู้มั่งคั่ง ทว่าใบหน้ายังคงประดับด้วยหน้ากากหนังมนุษย์ที่ดูธรรมดาจนกลืนไปกับฝูงชน หนิงอันและชุยจู๋ถูกจัดให้นั่งในรถม้าขนเสบียงที่ดูซอมซ่อด้านหลังขบวน

กองคาราวานเคลื่อนตัวเข้าสู่ถนนสายหลักที่มุ่งหน้าไปยัง 'ด่านประตูเมืองผิงเหยา'

บรรยากาศหน้าด่านตรวจในวันนี้ตึงเครียดจนแทบจะบีบคั้นคอหอย ทหารยามประจำเมืองยืนเรียงรายนับร้อยนาย แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัว คือบุรุษชุดดำในผ้าคลุมตราพยัคฆ์เหินที่ยืนคุมเชิงอยู่ทุกจุด องครักษ์หอเงาทำงานอย่างรัดกุม รถม้าทุกคันถูกรื้อค้นจนข้าวของกระจุยกระจาย สตรีทุกนางไม่ว่าจะยากดีมีจน ล้วนถูกต้อนให้ไปต่อแถวเพื่อรับการตรวจชีพจรจากหมอหญิงที่ถูกเกณฑ์มา

และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด คือบนหอคอยบัญชาการเหนือประตูเมือง ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทของหลิงเทียนซูยืนตระหง่านอยู่ นัยน์ตาดุดันดุจพญาเหยี่ยวของจอมอ๋องกวาดมองลงมาเบื้องล่าง ทุกความเคลื่อนไหวในรัศมีสายตา ไม่อาจรอดพ้นการประเมินของเขาไปได้

"ถึงคิวพวกเจ้าแล้ว! ลงมาให้หมด!" เสียงตวาดของทหารยามดังขึ้นที่หน้ารถม้าของหนิงอัน

อู๋หมิงในคราบพ่อค้าใหญ่รีบเดินเข้าไปหา พร้อมยื่นป้ายผ่านทางและถุงเงินที่หนักอึ้ง "ใต้เท้าโปรดเมตตา พวกข้าเป็นพ่อค้าผ้าไหมจากแดนใต้ กำลังจะนำสินค้าไปส่งที่ชายแดนเว่ย นี่คือเอกสารการค้าขอรับ"

นายกองหอเงาปัดถุงเงินทิ้งอย่างไม่ไยดี สายตาคมกริบกวาดมองไปที่รถม้าเสบียง "พวกข้าไม่สนเรื่องเงิน ใครอยู่ในรถม้านั่น ลงมาให้หมด!"

หนิงอันที่นั่งอยู่ด้านในกำมือแน่น นางสูดหายใจลึก ปรับลมหายใจให้สั้นและรวยริน ก่อนจะแสร้งทำเป็นไออย่างรุนแรงจนตัวโยน ชุยจู๋รีบพยุงนายหญิงก้าวลงจากรถม้าด้วยท่าทางทุลักทุเล

"แค่กๆ ... ท่านพี่... ถึงด่านแล้วหรือ..." หนิงอันเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้งที่ถูกดัดให้ต่ำลง ใบหน้าสีแทนที่ถูกแต่งแต้มแลดูซีดเซียวเหมือนกระดาษ ดวงตาปรือลงราวกับคนใกล้หมดสติ

"ใต้เท้าขอรับ นี่คือน้องชายของข้า ร่างกายเขาอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก ต้องลมเย็นกลางป่าจนไข้ป่ากำเริบ ส่วนนั่นก็เด็กรับใช้ของเขา" อู๋หมิง อธิบายด้วยสีหน้าร้อนรนอย่างสมบทบาท

นายกองหอเงาเดินเข้ามาใกล้หนิงอัน เขากวาดสายตามองเด็กหนุ่มร่างผอมบางตรงหน้า รูปร่างของคนผู้นี้ดูเล็กเกินกว่าจะเป็นบุรุษ แม้ใบหน้าจะคล้ำและกรามใหญ่ แต่สัญชาตญาณนักฆ่าบอกเขาว่ามีบางอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะกลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ ที่โชยออกมาจากตัว

"ค้นตัวพวกมัน! แล้วเรียกหมอมาตรวจชีพจรเจ้านี่!" นายกองออกคำสั่งเฉียบขาด

ใจของชุยจู๋หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทหารยามสองคนเข้ามาค้นตัวหนิงอันอย่างหยาบคาย โชคดีที่นางใช้ผ้าพันรัดหน้าอกและหน้าท้องไว้หนามาก ประกอบกับเสื้อคลุมตัวใหญ่ ทหารจึงคลำเจอเพียงความแข็งกระด้างของแผ่นกระดานที่นางซ่อนไว้ด้านหน้า

"ไม่มีอาวุธขอรับ!"

จากนั้น หมอชราผู้หนึ่งก็ถูกลากตัวมา หมอผู้นี้ย่อมไม่ใช่หมอหญิง แต่เป็นหมอหลวงที่หลิงเทียนซูสั่งให้มาประจำการเพื่อตรวจหาความผิดปกติโดยเฉพาะ

หมอชราจับข้อมือของหนิงอัน นิ้วมือสามนิ้วทาบลงบนจุดชีพจร

วินาทีนั้น โลกทั้งใบของมู่หรงหนิงอันคล้ายหยุดหมุน นางหลับตาลง ภาวนาให้ฤทธิ์ยาและเข็มเงินสกัดจุดทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ

บนหอคอยบัญชาการ หลิงเทียนซูที่กำลังกวาดสายตามองฝูงชน จู่ๆ ก็รู้สึกถึงความปวดแปลบที่หน้าอกอย่างไม่มีสาเหตุ ราวกับมีด้ายที่มองไม่เห็นกระตุกหัวใจของเขาอย่างแรง เขาก้มหน้ามองลงมาเบื้องล่าง สายตาไปหยุดอยู่ที่ร่างของเด็กหนุ่มป่วยไข้ที่กำลังถูกหมอหลวงตรวจชีพจร

สัญชาตญาณบางอย่างร้องเตือน! ท่าทางการยืน การเชิดหน้าแม้ในยามที่ร่างกายอ่อนแอ... คุ้นตา คุ้นตายิ่งนัก!

"เดี๋ยว!" หลิงเทียนซูส่งเสียงคำรามจากยอดหอคอย เขาใช้พลังตัวเบาทะยานร่างลงมาจากความสูงนับสิบจั้ง ดุจพญามัจจุราชที่ร่อนลงสู่พื้นดิน ฝูงชนพากันหวีดร้องและถอยกรูดเปิดทางให้จอมอ๋องทมิฬ

อู๋หมิงขบกรามแน่น ลมปราณในร่างโคจรเตรียมพร้อมปะทะ หากหลิงเทียนซูจำหนิงอันได้ เขาจะต้องเปิดฉากฆ่าฟันเพื่อฝ่าวงล้อมออกไปทันที!

หลิงเทียนซูเดินตรงเข้ามาหาหนิงอัน นัยน์ตาคมกริบดุจใบมีดจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีดำขลับของเด็กหนุ่มตรงหน้า ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงไม่ถึงคืบ กลิ่นอายความเย็นชาและกลิ่นไม้จันทน์หอมที่คุ้นเคยโชยเข้าเตะจมูกหนิงอัน

นางพยายามคุมสติไม่ให้หลบสายตา แสร้งทำเป็นไอและตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว "ใต้... ใต้เท้า... มีอันใดหรือขอรับ แค่กๆ ..."

หลิงเทียนซูไม่ตอบ เขาหันไปหาหมอหลวง "ชีพจรของมันเป็นอย่างไร!"

หมอชรารีบคุกเข่า รายงานด้วยเสียงสั่นเครือ "ทูลท่านอ๋อง ชีพจรของเด็กหนุ่มผู้นี้... เต้นผิดจังหวะ อ่อนแรงและแตกซ่านพ่ะย่ะค่ะ เป็นลักษณะของบุรุษที่ไตพร่องและถูกความเย็นเข้าแทรกเส้นลมปราณอย่างหนัก ไม่มีสัญญาณของการตั้งครรภ์ หรือชีพจรลื่นไหลแบบสตรีเลยแม้แต่น้อยพ่ะย่ะค่ะ! หากไม่รีบกินยาประคอง เขาอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่พ้นฤดูหนาวนี้"

คำยืนยันของหมอหลวงทำให้ความสงสัยของหลิงเทียนซูลดลงไปกึ่งหนึ่ง ทว่าสัญชาตญาณดิบของเขายังคงต่อต้าน เขายื่นมือหนาออกไป หวังจะกระชากคอเสื้อของเด็กหนุ่มผู้นี้เพื่อดูให้แน่ใจว่าไม่มีร่องรอยการแปลงโฉม

ทว่าในจังหวะนั้นเอง...

"อ่อก... แค่ก!" หนิงอันฝืนเกร็งลมปราณในช่องท้อง บังคับให้ตนเองกระอักเลือดสีคล้ำออกมาคำโต เลือดกระเด็นไปเปื้อนรองเท้าหนังของหลิงเทียนซู นางทำตัวอ่อนปวกเปียกล้มพับลงไปในอ้อมแขนของอู๋หมิงอย่างแนบเนียน

"น้องสาม! น้องสามแข็งใจไว้!" อู๋หมิงตบะแตกแสร้งตะโกนด้วยความตกใจ เขาเงยหน้ามองหลิงเทียนซูด้วยสายตาของพี่ชายที่โกรธแค้น "ใต้เท้า! น้องชายข้าป่วยหนักใกล้ตาย ท่านยังจะรังแกผู้คนถึงเพียงนี้ หากเขาตายที่นี่ ทางการจะรับผิดชอบหรือไม่!"

หลิงเทียนซูมองหยดเลือดที่เปื้อนรองเท้าตนเองด้วยความรังเกียจ เขาสะบัดชายเสื้อคลุมถอยหลังไปหนึ่งก้าว ความรู้สึกคุ้นเคยเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น สตรีที่เขากำลังตามหาคือผู้เชี่ยวชาญด้านพิษที่มีบัวหิมะพันปี นางย่อมไม่มีทางปล่อยให้ตนเองตกอยู่ในสภาพไตพร่องและกระอักเลือดใกล้ตายเช่นนี้แน่

"น่ารำคาญนัก! ปล่อยพวกมันไป อย่าให้เสนียดมาติดหน้าประตูด่าน!" หลิงเทียนซูตวาดเสียงกร้าว ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปสั่งการองครักษ์เงาทางอื่นต่อ

"ขอบพระคุณใต้เท้า! ขอบพระคุณ!" อู๋หมิงแสร้งค้อมศีรษะปะหลกๆ เขารีบอุ้มร่างของหนิงอันกลับขึ้นรถม้า ชุยจู๋รีบปีนตามขึ้นไป

กงล้อรถม้าเคลื่อนตัวผ่านประตูเมืองที่หนาหนัก เสียงประตูไม้บานใหญ่ปิดลงตามหลัง เป็นสัญญาณว่าพวกเขาได้หลุดพ้นจากนรกขุมที่หนึ่งของจอมอ๋องทมิฬแล้ว

เมื่อรถม้าแล่นห่างออกมาจนลับตาคน หนิงอันที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น นางรีบดึงเข็มเงินที่ฝังอยู่ตามจุดชีพจรออกทั้งหมด หอบหายใจอย่างรุนแรง ใบหน้าที่แต่งแต้มไว้บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดจากการฝืนร่างกายเกินขีดจำกัด

"ทำได้ดีมาก..." อู๋หมิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามเอ่ยเสียงเบา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความนับถือที่ไม่อาจปิดบัง "เจ้าหลอกลวงได้แม้กระทั่งสัญชาตญาณของพญามัจจุราช หลิงเทียนซูคงแทบกระอักเลือดตาย หากรู้ว่าคนที่เขายืนจ้องหน้าและเหยียดหยามเมื่อครู่ คือสตรีที่เขากำลังพลิกแผ่นดินตามหา"

หนิงอันลูบหน้าท้องของตนเองเบาๆ หยาดน้ำตาแห่งความโล่งอกเอ่อคลอ นกน้อยได้โบยบินพ้นกรงทองแล้วอย่างแท้จริง

"การหลบหนีเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ท่านผู้นำ..." หนิงอันมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า สู่ดินแดนแคว้นเว่ยที่กว้างใหญ่ไพศาล "หนี้แค้นที่เขาทำไว้กับข้า ข้าจะจดจำมันไว้ทุกลมหายใจ และสักวันหนึ่ง ข้าจะกลับมาทวงคืนอย่างสาสม!"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป